ลงโฆษณาฟรี

ชอเชิญผู้ประกอบการลงโฆษณาธุรกิจขอท่านได้ฟรีรายละเอียดดังนี้
ลงโฆษณาฟรี

6/06/2011

น้ำเต้าหู้-เต้าฮวย สร้างอาชีพเสริม

น้ำเต้าหู้เป็นอาหารเช้ายอดนิยม ที่คงต้องมีหลายๆคนดื่มกันเป็นประจำ เพราะดีต่อสุขภาพ ได้โปรตีนจากถั่วเหลือง พูดถึงน้ำเข้าหู้-เต้าฮวย ใคร ๆ ก็รู้จัก เพราะนิยม
รับประทานกันทุกวัน ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งผู้ใหญ่ โดยเฉพาะน้ำเต้าหู้-เต้าฮวย ซึ่งทำจากถั่วเหลือง เป็นที่ยอมรับของนักโภชนาการสมัยใหม่ว่า มีคุณค่าทาง
โภชนาการและประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างอเนกอนันต์ ว่ากันว่าให้สารโปรตีนทื่มีคุณภาพเทียบเท่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ แต่มีข้อดีกว่าคือ มีไขมันและ
แคลอรีต่ำ ยังอุดมด้วยวิตามินและเกลือแร่ เช่น วิตามิน บี แคลเซียมโพแทสเซียม เหล็ก ฯลฯ

น้ำเต้าหู้-เต้าฮวย

ภาพจาก webboard.sanook.com

มาว่ากันที่เรื่องการลงทุน จะต้องซื้อ อุปกรณ์ เช่น เครื่องปั่น หม้อ ฯลฯ และยังต้องมีรถเข็น 1 คัน ซึ่งตรงนี้สำหรับคนที่มีทำเล
เช่น ขายหน้าบ้าน อาจจะจำเปน แต่ก็ต้องมีหม้อต้มแบบเดียวกับหม้อต้มน้ำก๋วยเตี๊ยว สามารถหาซื้อได้ทั่วไป อย่างไรก็ดี รถเข็นจะทาให้สะดวกในการ
เคลื่อนย้ายหรือเก็บของได้ดีกว่ากัน

ส่วนเรื่องการซื้อวัตถุดิบ ก็หาซื้อตามท้องตลาดทั่วไป แต่ควรหาจากแหล่งซื้อวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ราคาไม่แพงนัก และควรมีของครบจะได้ไม่
เสียเวลาไปซื้อหลายแห่ง เรื่องการปรุงรสชาติความอร่อย หรือวิธีการทำน้ำเต้าหู้-เต้าสวย ทำไม่ยากถ้าอยากจะทำ พูดถึงกรรมวิธีการทำน้ำเต้าหู้และเต้าฮวย การลงทุนก็ใช้เงิน
น้อย และหาซื้อวัสดุอุปกรณ์ก็ไม่ยิ่งยาก ที่จำเป็นหลัก ๆมี ดังนี้

1.เครื่องปั่นน้ำเข้าหู้ หรือเครื่องโม่
2. เตาแก๊ส ไว้สำหรับต้มน้ำเข้าหุ้นและต้มน้ำขิง ควรมีสัก 2 เตา เป็นอย่างน้อย เพราะจะต้องทำให้เสร็จ
ในเวลาจำกัด และต้องต้มอย่า้ใอื่นด้วย
2.หม้อ จะมีหม้อสำหรับใช้ต้มน้ำเข้าหู้และเต้าฮวย(เติมน้ำขิง)้ ซึ่งต้องแยกคนละใบ ให้ดูขนาด่พอเหมาะและหม้อต้มอื่น ๆ
3.ผ้าขาวบาง ไว้สำหรับกรองน้ำเต้าหู้ซึ่งต้องแยกกับผ้าที่ใช้กรองน้ำขิงเพื่อทำน้ำเต้าฮวย
ควรมีหม้อต้มเพื่ออุ่นน้ำเต้าหู้ให้ร้อนอยู่ตลอดเวลา

วัตถุดิบในการทำน้ำเข้าหู้ มีถั่วเหลืองเป็นหลัก นอกจากนั้น มีน้ำตาลทรายแดง น้ำตาลทรายขาว
รวมทั้งเครื่องเคียง เช่น สาคูเม็ดใหญ่ วุ้น ลูกเดือย ฯลฯ
ส่วนวัสดุที่ใช้ทำเต้าฮวย ประกอบด้วย ขิง เต้าหู้อ่อน น้ำตาลทรายขาว
น้ำตาลทรายแดง และปาท่องโก๋ตัวเล็ก

วิธีการทำน้ำเข้าหู้
1.ใช้ถั่วเหลือง ประมาณ 1 กิโลกรัม มาแช่น้ำนานอย่างน้อย 3 ชั่วโมง หลังจากนั้น นำมาเข้าเครื่องปั้นแล้วเอามากั้นน้ำแบบเดียวกับคั้นกะทิ ซึ่งตรงนี้ต้องพิถีพิถันกันเป็นพิเศษ
คือเครื่องมืออุปกรณ์ทีใช้ต้องใสะอาดจริง ๆ เพราะถ้าไม่สะอาดแล้วน้ำเข้าหู้จะเสีย หรือบูดได้ง่าย
2.เสร็จแล้วก็เอามาต้ม ประมาณ 45 นาทีซึ่งจะให้เข้มข้นขนาดไหนก็อยู่ที่ปริมาณของถั่วเหลืองและการผสมน้ำ ขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละเจ้า ถึง
เคล็ดลับควรใช้ถั่วลิสง 1 ช้อนโต๊ะ นั้นรวมกับถ่วเหลือง ซึ่งถือว่าจะเป็นการดับกลิ่นและเพิ่มความหอมมันให้น่ารับประทาน
3.ต้มสาคู เคี่ยววุ้น หรือต้มลูกเดือย เตรียมไว้ให้เสร็จสรรพ

วิธีทำเต้าฮวย
1.เริ่มจากการทำน้ำขิงก่อน ใช้ขิงแก่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ อาจจะใช้วิธีการทุบก็ได้
2.เสร็จแล้วก็นำไปต้มใส่น้ำพอสมควรดูให้มีความเข้มข้นตามความต้องการ ซึ่งการต้มน้ำขิงอาจจะต้มได้น้ำถึง 2 ครั้ง ถ้าเป็นขิงที่แก่จัดจริง ๆ ขั้นตอนนี้ไม่ยาก แต่ที่จะ
ยากคือ การทำเต้าหู้อ่อน เหมือนการคั้นน้ำกะทิที่จะต้องมีการเก็บหัวกะทิไว้ส่วนหนึ่ง เต้าหู้อ่อนก็เช่นกัน นำส่วนที่เรียกว่าหัวไปผสมกับแป้ง(แป้งมี ๒ ชนิด คือ แป้งเต้าหู้และแป้งมัน จะใช้แป้ง
ชนิดไหนก็ได้ คุณภาพพอ ๆ กัน) และผสมกับเจี๋ยกอ(หินอ่อนที่บดละเอียด ใช้เพียงนิดเดียวเพื่อให้เข้าหู้จับ
ตัว) คนให้เข้ากันและกรองเอากากออกให้หมด
3.จากนั้นก็เอามาต้ม เมื่อต้มได้จนเข้มข้นพอสมควรก็เอามาเทลงในภาชนะ ซึ่งตรงนี้ต้องค่อย ๆ เท และถ้าเทไมดีคุณภาพที่ได้อาจจะไม่ดีเท่าที่ควร คือเต้าหู้อ่อนจะไม่จับตัวเป็น
เนื้อ เดียวกัน

**พึงระวัง การทำน้ำเข้าหู้และเต้าฮวย แรก ๆ อาจจะได้คุณภาพไม่เป็นไปตามที่ต้องการ แต่เมื่อทำสัก 2-3 ครั้ง ก็จะทำให้มีประสบการณ์ และทำได้ดีไม่ยากสิ่งที่อยากจะเน้นคือ
อุปกรณ์ เช่น หม้อต้มน้ำเข้าหู้ หรืออุปกรณ์อย่างอื่น ๆ ไม่ควรใช้ร่วมกันอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะของคาวและของหวาน เพราะจะทำให้รสชาติเปลี่ยนแปลงได้


เรื่องเวลาในการขาย ก็อาจจะขายช่วงเช้าหรือช่วงเย็นก็ได้ โดยปกติคนมักจะนิยมรับประทานเป็นอาหารว่างหรืออาหารเสริม และควรขายวันละอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
เหมาะเป็นการทำอาชีพเ์สริมสำหรับคนที่มีเวลาน้อย ยอดขายควรได้วันละ 500-700 บาท ขึ้นไป ซึ่งกำไรจะตกวันละ 300-500 บาท ตกเดือนหนึ่งกำไรไม่น่าจะน้อยกว่า10,000 บาทเลยทีเดียว

6/04/2011

ทำขนมไทยขาย

ทุกวันนี้ขนมไทยของเรา เริ่มเป็นที่ยอมรับและนิยมของต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมหม้อแกง ขนมไส้ไก่ ขนมฝอยทอง ข้าวเหนียวแก้ว ขนมผิง กล้วยฉาบ ล่าเตียง หรุ่ม สังขยา ฝอยทอง และขนมถ้วยตะไล ข้าวต้มมัด รวมไปถึงขนมน้ำหรือว่าขนมหม้อหลากหลายชนิดที่แช่แข็งก็เป็นที่ต้องการ โดยเฉพาะในแถบประเทศเอเชียด้วยกัน เช่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ พบว่าสินค้าของไทยถูกจัดว่าได้รับความนิยมอยู่ในอันดับที่ 3 เมื่อเทียบกับขนมของประเทศอื่นๆ เฉพาะอย่างยิ่งที่เวียดนามทราบข่าวล่าสุดจากผู้ส่งออกผลไม้ไทยรายหนึ่งบอกว่า ขนมไทยของเรามาแรงมาก ส่วนที่ประเทศญี่ปุ่นขนมทองม้วนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทุกปี

ขนมไทย

ภาพจากlearners.in.th

เพราะว่าขนมไทยมีจุดเด่นหลายอย่าง ประวัติความเป็นมาที่เชื่อมต่อร่องรอยความเจริญในแต่ละยุคสมัย ขนมไทยได้กลายมาเป็น วัฒนธรรมและประเพณีอย่างหนึ่งของคนไทย
สมัยโบราณคนไทยจะทำขนมเฉพาะวาระสำคัญ เช่น ในงานทำบุญ เทศกาลสำคัญ หรือทำไว้รับแขกสำคัญๆ
ขนมไทยต้องใช้ความประรีตมากๆ บางชนิดจำเป็นต้องใช้กำลังคนอาศัยเวลาในการทำพอสมควร ส่วนใหญ่เป็น ขนมประเพณี เป็นต้นว่า ขนมงาน
เนื่องในงานแต่งงาน ขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมครก ขนมถ้วย ฯลฯ การประณีตวิจิตรบรรจง จัดวางรูปทรงสวยงาม

ขนมไทยที่นิยมทำกันทุกภาคส่วนของประเทศไทย ในพิธีการต่างๆ เนื่องในการทำบุญเลี้ยงพระ ก็คือขนมจากไข่ และมักถือเคล็ดจากชื่อและลักษณะของขนมนั้นๆ งานสิริมงคลต่างๆ
เช่น งานมงคลสมรส ทำบุญวันเกิด หรือทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ส่วนใหญ่ก็จะมีการเลี้ยงพระกับแขกที่มาในงาน เพื่อเป็นสิริมงคลของงาน ขนมก็จะมีฝอยทอง เพื่อหวังให้อยู่ด้วยกันยืดยาว
มีอายุยืน ขนมชั้นก็ให้ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน ขนมถ้วยฟู ก็ขอให้เฟื่องฟู ขนมทองเอกก็ขอให้ได้เป็นเอก เป็นต้น


ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการพิมพ์ตำราอาหารออกเผยแพร่ รวมถึงตำราขนมไทยด้วย จึงนับได้ว่าวัฒนธรรมขนมไทยมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก
ตำราอาหารไทยเล่มแรกคือแม่ครัวหัวป่าก์ เขียนโดย ท่านผู้หญิง เปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ในหนังสือเล่มนี้ มีรายการสำรับของหวานเลี้ยงพระ ได้แก่ ทองหยิบ ฝอยทอง ขนมหม้อแกง
ขนมหันตรา ขนมถ้วยฟู ขนมลืมกลืน ข้าวเหนียวแก้ว วุ้นผลมะปราง

นอกจากนี้ ความหลากหลายของขนมไทยก็หาชนชาติใดมาเปรียบคงไม่ได้ เพราะว่าขนมของเรามีหลายอย่างหลายชนิด แถมแต่ละท้องถิ่นก็ไม่เหมือนกัน
เป็นภูมิปัญญาที่จะต้องอนุรักษ์ให้คงอยู่ ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของขนมไทยตามวิธีการทำให้สุกได้ดังนี้

- ขนมที่ทำให้สุกด้วยการเชื่อม เป็นการใส่ส่วนผสมลงในน้ำเชื่อมที่กำลังเดือดจนสุก ได้แก่ ทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง เม็ดขนุน กล้วยเชื่อม จาวตาลเชื่อม

- ขนมที่ทำให้สุกด้วยการทอด เป็นการใส่ส่วนผสมลงในกระทะที่มีน้ำมันร้อนๆ จนสุก เช่น กล้วยทอด ข้าวเม่าทอด ขนมกง ขนมค้างคาว ขนมฝักบัว ขนมนางเล็ด

- ขนมที่ทำให้สุกด้วยการกวน ส่วนมากใช้กระทะทอง กวนตั้งแต่เป็นน้ำเหลวใสจนงวด แล้วเทใส่พิมพ์หรือถาด เมื่อเย็นจึงตัดเป็นชิ้น เช่น ตะโก้ ขนมลืมกลืน ขนมเปียกปูน
ขนมศิลาอ่อน และผลไม้กวนต่างๆ รวมถึง ข้าวเหนียวแดง ข้าวเหนียวแก้ว และกะละแม

- ขนมที่ทำให้สุกด้วยการนึ่ง (ใช้ลังถึง) บางชนิดเทส่วนผสมใส่ถ้วยตะไลแล้วนึ่ง บางชนิดใส่ถาดหรือพิมพ์ บางชนิดห่อด้วยใบตองหรือใบมะพร้าว
เช่น ช่อม่วง ขนมชั้น ข้าวต้มผัด สาลี่อ่อน สังขยา ขนมกล้วย ขนมตาล ขนมสอดไส้ ขนมเทียน ขนมน้ำดอกไม้

- ขนมที่ทำให้สุกด้วยการต้ม ขนมประเภทนี้จะใช้หม้อหรือกระทะต้มน้ำให้เดือด ใส่ขนมลงไปจนสุกแล้วตักขึ้น นำมาคลุกหรือโรยมะพร้าว ได้แก่ ขนมถั่วแปบ ขนมต้ม ขนมเหนียว ขนมเรไร
นอกจากนี้ ยังรวมขนมประเภทน้ำ ที่นิยมนำมาต้มกับกะทิ หรือใส่แป้งผสมเป็นขนมเปียก และขนมที่กินกับน้ำเชื่อมและน้ำกะทิ เช่น กล้วยบวชชี มันแกงบวด สาคูเปียก ลอดช่อง ซ่าหริ่ม

- ขนมที่ทำให้สุกด้วยการนึ่งหรืออบ ได้แก่ ขนมหม้อแกง ขนมหน้านวล ขนมกลีบลำดวน ขนมทองม้วน สาลี่แข็ง ขนมจ่ามงกุฎ นอกจากนี้ อาจรวม ขนมครก ขนมเบื้อง
ขนมดอกลำเจียก ที่ใช้ความร้อนบนเตาไว้ในกลุ่มนี้ด้วย

หากประเทศไทยมีการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตขนมไทยกันอย่างจริงจัง มีการวิจัยให้ขนมสามารถเก็บได้นานวัน พัฒนาคุณภาพและรสชาติให้ได้มาตรฐาน
สร้างนวัตกรรมของขนมไทยให้มีความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ไทย รวมไปถึงบรรจุภัณฑ์ต่างๆ จะต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับรสนิยมของผู้บริโภค
สิ่งสำคัญที่สุดจะต้องสร้างเครือข่ายตลาดขนมไทยตามเมืองต่างๆ ที่เป็นประเทศกลุ่มเป้าหมาย

ขนมไทยสามารถยึดเป็นอาชีพได้อย่างมั่นคง ตลอดจนวัตถุดิบต่างๆ ที่ล้วนผลิตในประเทศไทยแทบทั้งสิ้น
มีการเปิดสอนวิชาขนมไทยของศูนย์อาชีพฯ มติชน ซึ่งมีความหลากหลายพอสมควร โดยจะเน้นประเภทขนมที่สามารถทำเป็นการค้าหรือต่อยอดเป็นอาชีพได้
สนใจเรียนวิชาขนมไทย เรียนได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน โทร. (02) 589-2222 ต่อ 2100-2103


ข้อมูลประวัติขนมไทย อ้างอิงจาก วิกิพีเดีย